นโม ๓ จบ
โส ญาณะคุตโต ยะติ พุทธะสาวะโก สุเมธะโส สีละสมาธินุตตะโม ขีณาสะโว จิตตะหิตาภิเมตตะโก นิพพานะมัคเค ชะนะตานุสาสะติ เอตาระหันตัง สิระสา นะมามิหังฯ

test
test test test

รับข่าวสารจากทางวัด

Delivered by วัดตรีวิสุทธิธรรม

เคลื่อนไหวล่าสุด

ธรรมโอสถ

สำนักสงฆ์ไตรรงค์วิสุทธิธรรม, วัดป่าสระกระโจม, หลวงพ่อไก่, พระครูพิทักษ์ศาสนวงศ์, พระอาจารย์ใหญ่, ญาณคุตโต มหาเถโร, วัดตรีวิสุทธิธรรม, วัดป่าสระกระโจม,หลวง พ่อไก่,หลวงพ่อ ไก่ , visudhidham, วิสุทธิธรรม, วัดสระกระโจม, สระกระโจม, ป่าสระกระโจม, หลวงพ่อสมศักดิ์, อภิญญา, พลังจิต, ฌาน ,ธรรมะ ,พุทธศาสนา ,buddhism,พุทธ ,พระพุทธเจ้า,ธรรม,อิติปิโส + 2,อิติปิโสบวกสอง ,อิติปิโสเกินอายุสองจบ, อิติปิโสเกินอายุ2จบ ,ฉันทะ ,วิริยะ ,จิตตะ ,วิมังสา ,ฉันทะ วิริยะ ,ฉันทะ วิริยะ จิตตะ ,ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา

“บวช 9 วันรักษาทุกโรค”

 

พระอาจารย์ใหญ่ท่านเมตตารักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับประชาชนทั่วไป ทั้งสมณะ ชีพราหมณ์ โดยไม่เลือกชั้นวรรณะและไม่คิดค่ารักษา โดยท่านใช้หลักธรรมโอสถ มีเงื่อนไขเบื้องต้นเป็นสโลแกนส่วนองค์ว่า   “บวช 9 วันรักษาทุกโรค”

หมายถึงไม่ว่าท่านจะเป็นโรคอะไรก็ตาม ทั้งโรคปัจจุบัน เช่นมะเร็ง เบาหวาน หัวใจ ตับ ไต ฯลฯ หรือโรคจากกรรมเวรในอดีต (โรคที่หมอยังวินิจฉัยไม่ได้ หรือโรคที่ทำให้มีอาการป่วยแปลกๆ ที่ไม่ทราบสาเหตุ) อาการเจ็บป่วยที่เกิดจากการสร้างกรรมทำบาปมาในอดีต เช่นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การผิดศีล การทำแท้ง ตลอดจนการถูกกระทำจากคุณไสย ลมเพลมพัด ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรมาก็ตาม ทางวัดไตรรงค์วิสุทธิธรรม(วัดป่าสระกระโจม) นำโดยพระครูพิทักษ์ศาสนวงศ์ คณะสงฆ์ และเจ้าหน้าที่ชีพราหมณ์ทุกคน ยินดีให้ความอนุเคราะห์ บรรเทาทุกข์ แก้ไข บำบัด เยียวยา รักษา โรคภัย บาปเคราะห์ ให้แก่ทุกท่านด้วยหลักธรรมโอสถตามแนวทางของพระพุทธเจ้า

ธรรมโอสถคืออะไร ?

 

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า โรคมี ๒ อย่าง คือโรคทางกาย (กายิกโรค) และโรคทางจิตวิญญาณ (เจตสิกโรค) [๑] พระองค์ทรงประกาศคำสอน เพื่อรักษาโรคทางจิตวิญญาณและได้รับการยกย่องจากพระสาวก ว่าเป็นนายแพทย์ผู้เยียวยารักษาโรคของชาวโลกทั้งปวง (สัพพโลกติกิจฉโก)

ยาที่พระองค์ทรงใช้รักษาโรคก็คือ ธรรมโอสถ ในครั้งพุทธกาล ใครป่วยเป็นโรคทางจิตวิญญาณใด พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมสำหรับรักษาโรคนั้น การฟังธรรมได้ผลชะงัดนัก แต่ในสมัยปัจจุบันที่พระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานไปนานแล้ว เหลือไว้แต่ธรรมโอสถจำนวน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ในพระไตรปิฎก ใครจะนำธรรมโอสถไปใช้ คงต้องเลือกขนานที่เหมาะกับโรคทางจิตวิญญาณที่รุมเร้าตน (พระธรรมโกศาจารย์)

ในพระพุทธศาสนามีหลักในการรักษาโรคที่เกิดจากการเจ็บป่วยมี 2 แนวทางด้วยกัน คือ การรักษาด้วยธรรมโอสถ และการรักษาด้วยยาสมุนไพร โดยการใช้สมุนไพรหลายชนิดผสมกัน มีทั้งใช้รับประทาน ใช้ทา ใช้หยอด ใช้นัตถ์ยา หรือการสูดดมควัน สำหรับการรักษาโรคทางใจนั้นนอกจากรักษาด้วยโพชฌงค์ 7 และสัญญา 10 ควบคู่กับการทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบ แล้วยังมีธรรมโอสถที่เรียกว่า    สัปปายะ 7

การรักษาด้วยธรรมโอสถก็เป็นอีกทางหนึ่งในการรักษาโรค นอกเหนือจากการรักษาโรคทางกายด้วยยาสมุนไพรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตเพื่อระงับความทุกข์ที่เกิดจากการเจ็บป่วย การรักษาโรคทางใจโดยการใช้สมาธิบำบัด หรือด้วยการเจริญสติปัฏฐาน พัฒนาสติ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน (พระครูอินทสารวิจักษ์  อินฺทสโร    (กิจไร่),บทคัดย่อ : 2551) ทั้งนี้การรักษาโรคด้วยสมุนไพรและธรรมโอสถของทางวัด ไม่ขัดแย้งกับหลักการรักษาแผนปัจจุบัน

การรักษาด้วยธรรมโอสถนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาโรคแบบองค์รวม (รักษาโรคทั้งกาย ใจและจิตวิญญาณ) ผู้ที่สนใจรับการรักษาแบบแผนไทยหรือแผนโบราณ ทั้งผู้ที่ต้องการรักษาโรคแบบคู่ขนานคือรักษาด้วยแผนปัจจุบันมาแล้ว และต้องการบำบัดรักษาเพิ่มเติมด้วยธรรมโอสถ และผู้ที่มีศรัทธาต้องการรักษาด้วยวิธีการของทางวัดโดยเฉพาะ อันเนื่องจากเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่ไม่สามารถรักษาให้ดีขึ้น ด้วยกระบวนการรักษาที่ดีที่สุดในการแพทย์แผนปัจจุบัน หรือกรณีไม่มีเงินเข้ารับการรักษาแบบแผนปัจจุบันที่มีค่าใช้จ่ายสูง

ทั้งนี้ทางวัดจะยึดตามความประสงค์และความสมัครใจของผู้ป่วยเป็นที่ตั้ง ในการเลือกแนวทางการรักษา การปฏิบัติตามคำแนะนำต่างๆ จากพระอาจารย์หรือจากหมอผู้รักษานั้น

ผู้ป่วยจะต้องเป็นผู้เลือกเองว่าจะใช้วิธีรักษาอย่างใดจึงจะเหมาะสมกับสภาวะของตนตามเหตุปัจจัยต่างๆ และผู้ป่วยเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลการรักษาใดๆ อันเกิดจากการตัดสินใจของตนเองทั้งสิ้น

 

การเข้ารับการรักษาโรค

ในการเข้ารับการรักษาทุกกรณี ท่านจะต้องมาบวชเนกขัมมะ (บวชชีพราหมณ์) เป็นเวลาอย่างน้อย 9 วัน  ที่วัดไตรรงค์วิสุทธิธรรม (วัดป่าสระกระโจม) ในระหว่างการบวชนี้ ท่านจะต้องรักษาศีล 8  ปฏิบัติธรรม ด้วยการทำบุญ ทำทาน ทำวัตร สวดมนต์ เดินจงกรม-นั่งสมาธิ ตามกำหนดการต่างๆ ของทางวัดอย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกับการไปรักษาโรคโดยแพทย์แผนปัจจุบัน หากท่านต้องการจะหายจากโรคและทุกข์เวทนาต่างๆ ที่รุมเร้าอยู่ ท่านก็ต้องเข้ารับการรักษาและปฏิบัติตามเงื่อนไขในการรักษาอย่างเคร่งครัด

ระเบียบการรักษาเบื้องต้น

1. ท่านควรมาเข้ากราบนมัสการล่วงหน้า เพื่อปรึกษาปัญหา อาการของโรค และสอบถามแนวทางในการรักษาจากพระอาจารย์ใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจเข้ารับการรักษาที่วัด หรือหากจะเตรียมตัวมาบวชเลย ก็ให้มาเข้ากราบนมัสการในเวลาเช้า (รอบ 9.00 น. และ 10.00 น.) เพื่อทราบแนวปฏิบัติตนในระหว่างบวชจากพระอาจารย์ และจะบวชได้ทันตอน 12.00 น.

2. ผู้ที่มาเข้ารับการรักษา ต้องมาปฏิบัติธรรมและถือศีล 8 อย่างน้อย 9 วัน โดยการรักษาโรคจะเริ่มรักษาให้ได้ในวันที่ 3 5 และ 7 ของการปฏิบัติธรรม หมายถึงบวชและปฏิบัติธรรมไปแล้ว 2 วัน วันที่ 3 จึงจะเริ่มรักษาให้ (ยกเว้นกรณีป่วยหนักอาจจะให้การรักษามากกว่า 3 ครั้ง)

3. แจ้งความจำนงกับเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนว่าต้องการเข้ารักษาโรค  จากนั้นปฏิบัติธรรมตามปกติ เมื่อบวชได้สองวันแล้ว จึงให้ไปลงชื่อเข้าคิวรักษากับเจ้าหน้าที่ (การรักษาโดยใช้กำลังสมาธิ แม่ชีจะรักษาให้ในตอนกลางคืนหลังสวดมนต์ ที่เต้นท์รักษา)

4. การรักษาโรค จะรักษาให้ครั้งละ 1 โรค ต่อการบวช 9 วัน ยกเว้นในกรณีที่โรคนั้นมีอาการย่อยที่มีความเกี่ยวพันกันกับโรคหลัก เช่นการรักษาเบาหวาน เมื่อรักษาแล้วจะมีผลต่อการลดความดันโลหิต จึงสามารถรักษาได้มากกว่า 1 โรค ในการบวช 9 วัน

5. หากมารับการรักษาในลักษณะของผู้ป่วยใน การจะเข้ากราบนมัสการพระอาจารย์ใหญ่ได้นั้นจะต้องสมาทานศีล 8 หรือเข้าพิธีบวช ซึ่งทางวัดจัดให้ทุกวัน ในเวลาประมาณ 12.00 น. เมื่อบวชแล้ว ณ วันรุ่งขึ้นจึงจะเข้ากราบนมัสการได้ ในเวลา 09.00 น. (รอบชีพราหมณ์) และจะได้เข้ากราบอีกครั้ง ในวันที่ลาสิกขา ซึ่งจัดให้เข้ากราบนมัสการในรอบชีพรามหณ์เช่นกัน การลาสิกขา ทางวัดจัดพิธีให้ทุกวันในเวลา 12.30 น. โดยประมาณ   สำหรับการถวายสังฆทานแก้กรรม สังฆทานเด็กอ่อน ให้ถวายในวันที่ลาสิกขา

6. ในการมารับการรักษา ผู้ป่วยควรพักรวมกับญาติธรรมในเรือนผู้ป่วย ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิสิทธิ์ที่ใช้ทำวัตรเช้าและเย็น รวมทั้งการสวดมนต์อิติปิโส 108 ทุกคืน การพักในเรือนผู้ป่วยแม้จะไม่สะดวกสบายนัก แต่ก็จะได้ประโยชน์เต็มที่ ทั้งการร่วมกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างครบถ้วนไม่ขาดหาย การลงทะเบียนรักษาและการตามตัวทำได้ง่าย อีกทั้งยังได้รับพลังจากพระอาจารย์ที่ท่านจะแผ่เมตตาให้ที่เรือนผู้ป่วยเป็นพิเศษทุกวัน

ข้อควรระวัง ไม่ว่าท่านจะเจ็บป่วยด้วยโรคใดก็ตาม!

1. ผู้ที่เคยรับขันธ์ เช่น ขันธ์ครู ครอบครู ขันธ์ 5 ขันธ์ 9 ขันธ์ 16 บายศรี และมีรอยสัก ให้แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับการรักษาโรค เพราะต้องทำพิธีถอนขันธ์และแก้กรรมก่อนจึงจะดำเนินการรักษาโรคปัจจุบันอื่นๆ ได้ หากท่านไม่แจ้งให้ทราบหรือปกปิดข้อเท็จจริง จะเป็นอุปสรรคต่อการรักษาและอาจมีอันตรายต่อทั้งตัวท่านและผู้รักษา

2. ท่านที่ในอดีตเคยทำแท้งบุตร หรือแท้งเอง รวมทั้งเคยแนะนำ ให้คนยืมเงินไปทำแท้ง สรุป หากท่านเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับการทำแท้งทั้งของตนเองและผู้อื่น ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทราบ ก่อนที่จะรักษาโรคปัจจุบันได้ ท่านจะต้องแก้กรรมเสียก่อน จึงจะดำเนินการรักษาโรคอื่นๆ ให้

 

โอวาทธรรมจากพระอาจารย์ใหญ่ ในเรื่องการรักษาโรค

“ ถ้าผู้ป่วยเขาเข้าร่วมกิจกรรมสวดอิติปิโส 108 ทุกคืน กำลังจิตของเขาเอง  1 ส่วน  กำลังของสถานที่ 1ส่วน  กำลังของเราผู้รักษาอีก 1 ส่วน โรคภัยมันก็จะจางเบาลงได้ .. นี่เป็นระบบของพวกเราที่ได้มาตรฐาน..”

“..ที่จริง เราต้องการให้ความรู้..

ให้ปัญญา..

สืบต่อพระศาสนา

ฝึกให้เขาสู้

ฝึกให้อ่อนเข้ามา

ฝึกให้ใส่บาตร ทำบุญ

ฝึกให้ทำความสะอาด.."

ทำอย่างนี้..ข้างในก็ดี ข้างนอกก็เจริญ...

แต่ก็นับว่าทำยาก เพราะนิสัยคนมักเลินเล่อ สะเพร่ามาก มนุษย์มันหยาบ แต่ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ท่านก็ผ่อนผัน อนุโลมให้ตามโลก แต่ก็ต้องการฝึกนิดๆ หน่อยๆ จะได้มีอริยะทรัพย์กลับบ้านไป..”

 

 

“..ครูบาอาจารย์ก็สอนกันมาอย่างนี้ ให้หัดขัดพื้น ขัดกระดาน ขัดถนน กลับไปก็ได้นิสัยกลับไปทำที่บ้าน สอนยาก ไอ้เรื่องอย่างนี้ละเอียด ต้องสอนกัน หน้าที่ต้องการให้ความรู้ การรักษาโรคน่ะยังเป็นตัวรองต่างหาก ท่านต้องการให้ปัญญา ท่านต้องการให้พวกเราสืบต่อพระศาสนา ต้องการให้เปลี่ยนพฤติกรรมการกระทำ ต้องฝึกอย่างลูกเสือ อนุกาชาด เนตรนารี เอาอย่างอ่อนๆ ให้เขาไป..”

“สมุนไพรของเราดีๆ ง่ายๆ ปลอดภัย น้ำมะละกอ ล้างตับดีนักแล น้ำมะกรูดดอง ล้างพิษ ล้างของเสีย มดลูกเน่า มดลูกเปื่อย ล้างเอาของเสียในตับ มดลูกจะแห้ง สมุนไพรนี้ให้กินให้ได้ทุกวัน จะได้ล้างของเสียทุกวัน ให้ภาวนาอิทธิบาท 4 สวดมนต์อิติปิโส 108 โรคใจไม่มี โรคกายก็หาย....”

comments